Home NEWS รีวิว : Vivo S1 ซีรีส์น้องใหม่ มาพร้อมดีไซน์สวยล้ำ จอใหญ่เต็มตา กล้องหลัง 3 เลนส์ สแกนนิ้วใต้จอ ในราคาจับต้องได้!!!

 

วีโว่เปิดตัว Vivo S1 สมาร์ทโฟนซีรีส์น้องใหม่ ที่มีความโดดเด่นในด้านดีไซน์และสเปคจัดเต็ม แต่เคาะราคาเปิดตัวที่ใคร ๆ ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ง่าย ๆ  พร้อมดึงนัดแสดงสาวสุดฮอต “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” มาเป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดอีกด้วย

ซึ่งทาง MobileOcta ได้มีโอกาสลองสัมผัสกับ Vivo S1 มาสักพักใหญ่ ๆ ต้องบอกเลยว่าประทับใจมาก ๆ  ทั้งในแง่ของดีไซน์ที่สวยล้ำ ทันสมัย รวมถึงประสิทธิภาพของตัวเครื่องที่พร้อมตอบทุกโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่ว ๆ ไป หรือเน้นด้านความบันเทิงอย่างการรับชมคอนเทนต์รวมถึงการเล่นเกม และแน่นอนว่าจุดแข็งในเรื่องกล้องก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของรุ่นนี้

สำหรับความน่าสนใจอื่น ๆ จะมีอะไรบ้าง มาติดตามไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ

 

สเปคเบื้องต้น  Vivo S1

 

ขนาด 159.53×75.23×8.13 มม.
น้ำหนัก 179 กรัม
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Halo FullView Display ชนิด Super AMOLED ขนาด 6.38 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2340 pixels) อัตราส่วนการแสดงผล 19.5:9 มีพื้นที่แสดงผลต่อตัวเครื่อง 89.98% กระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Helio P65 (MT6768) 12 nm ประมวลผล Octa-core 2x 2.0 GHz ARM Cortex-A75, 6x 1.95 GHz ARM Cortex-A55 หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G52 MP2
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
หน่วยความจำเสริม microSD
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: AI Triple Camera 3 เลนส์ Sony IMX499

 

16 MP, Main Camera รูรับแสง f/1.78, ระบบโฟกัส PDAF
8 MP Ultrawide Wide-Angle Camera รูรับแสง f/2.2 เลนส์มุมกว้างพิเศษ
2 MP, รูรับแสง f/2.4, depth sensor

——————————————————-

กล้องหน้า 32 MP, รูรับแสง f/2.0

ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย (Funtouch 9)
เชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4G + 5G
บลูทูธ 5.0  support A2DP, LE
GPS, BeiDou, GLONASS, Galileo
รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด

2G GSM: B2/3/5/8
3G WCDMA: B1/5/8
4G FDD-LTE: B1/3/5/7/8
4G TDD-LTE: B38/40/41

แบตเตอรี่ 4,500mAh
สี/ราคาวางจำหน่าย สีที่วางจำหน่ายในไทย Diamond Black (ดำ), Skyline Blue (ฟ้า) ราคาเปิดตัว 8,999 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

 

กล่องแพ็กเกจด้านหน้า โชว์ตัว S สีสันสดใสขนาดใหญ่และไอคอน In-Display Fingerprint Scannin ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของซีรีย์ใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้  พร้อมมีการกำกับชื่อรุ่น / ขนาดความจุ RAM และ ROM อยู่มุมขวาด้านบน ด้านหลังหลังมีไอคอนสเปคเด่น ทั้งในเรื่องกล้องหลัง 3 เลนส์  ระบบสแกนลายนิ้วมือในจอแสดงผล และกล้องหน้าเซลฟี 32 ล้านพิกเซล รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ด้านล่าง

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

2. สายดาต้าลิงค์แบบ microUSB

3. เคสซิลิโคนแบบใส

4. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

5. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งาน

สำหรับฟิล์มกันรอยได้มีการติดมาให้เรียบร้อยแล้วจากโรงงาน

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

 

ดีไซน์ของ Vivo S1 ต้องบอกเลยว่าโมเดิรน์และดูโดดเด่นสะดุดตามาก ๆ โดยเป็นดีไซน์แบบ Diamond Pattern ที่มีเท็กเจอร์ในรูปทรงข้าวหลามตัด และใช้การไล่โทนสีฟ้าผสานเข้ากับสีม่วงแบบเล่นระดับได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราขยับตัวเครื่องในมุมต่าง ๆ จะเห็นความพราวแพรวเปรียบเสมือนเพชรที่เปล่งประกาย พร้อมล้อมคาดด้วยสีดำที่ช่วยให้ดูกลมกลืน และมีความระยิบระยับประหนึ่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้ายามค่ำคืนนั่นเอง

สำหรับวัสดุในภาพรวมเป็นโพลีคาร์บอเนต Unibody ที่มีความเพียวบาง และมี curve ที่สมดุลทั้ง 4 มุม ทำให้สามารถจับถือได้ถนัด ไม่ลื่นหลุดมือได้โดยง่าย ส่วนพื้นผิวเป็นกลอสซี่ที่มีความมันวาวให้ฟิลลิ่งที่คล้ายกระจก เมื่อได้ลองสัมผัสตัวเครื่องจริงแล้วให้ความรู้สึกที่เรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความพรีเมี่ยมอยู่ภายในตัว สมกับเป็นซีรีส์ใหม่ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์อย่างแท้จริง

หน้าจอ Ultra FullView Display แบบ Super AMOLED มี Notch หรือรอยบากในรูปทรงหยดน้ำขนาดเล็กที่ช่วยให้หน้าจอมีความสมดุลและดูสบายตา โดยมาพร้อมขนาดหน้าจอที่ใหญ่เต็มตาถึง 6.38 นิ้ว บนความละเอียด FHD+ (1080 x 2340 pixels) ในอัตราส่วน 19.5:9 และโดดเด่นด้วยสัดส่วนระหว่างหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูงถึง 89.98% เลยทีเดียว

ลำโพงสนทนามาในรูปทรงแนวยาวพร้อมจัดวางไว้บนพื้นที่ของขอบจอได้อย่างลงตัว ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลจัดวางอยู่ในเลย์เอาท์ของรอยบากรูปทรงหยดน้ำ ส่วนเซ็นเซอร์วัดแสงจะอยู่ที่มุมขอบจอทางด้านซ้าย

ด้านบนจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ สำหรับด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. จัดวางอยู่อยู่ทางฝั่งซ้าย ตามด้วยไมค์สนทนา / พอร์ต Micro USB / และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์ ซึ่งตัวปุ่มพาวเวอร์ จัดวางตำแหน่งได้ค่อนข้างดี เพราะไม่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป ทำให้ใช้งานมือเดียวได้อย่างสะดวกคล่องตัว

ฝั่งซ้ายด้านบนจะเป็นที่อยู่ของช่องถาดซิมการ์ด ถัดลงมาคือปุ่ม Smart Button เพื่อใช้เรียกงานผู้ช่วยอัจฉริยะ โดยค่าเริ่มต้นจะเป็น Google Assistance และสามารถตั้งค่าการกด 2 ครั้งเพื่อเรียกใช้งาน Jovi ได้อีกด้วย

ตัวถาดซิมของ Vivo S1 เป็นแบบ Triple Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม พร้อมสามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกชนิด MicroSD Card

กล้องหลัง 3 เลนส์ AI Triple Camera จัดวางเลย์เอาท์ในแนวตั้ง พร้อมกรอบรอบตัวเลนส์สีทองดูสวยเด่นสะดุดตา ถัดลงมาจะเป็นไฟแฟลช

สำหรับกล้องหลัง AI Triple Camera 3 เลนส์ บน Vivo S1 เลือกใช้เซ็นเซอร์คุณภาพสูงจาก Sony IMX499 โดยมีรายละเอียดดังนี้

เลนส์ตัวแรกมาพร้อมความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/2.2 เป็นเลนส์ Super Wide-Angle Camera เลนส์มุมกว้างพิเศษ ถัดลงมาคือเลนส์ตัวที่ 2 เป็น Main Camera ที่ให้ความละเอียดมาที่ 16 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/1.78, ระบบโฟกัส PDAF สุดท้ายเลนส์ตัวที่ 3 ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 เป็น Depth Camera ที่ช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอและโบเก้ของภาพนั่นเอง

ไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นบน Vivo S1 

 

แม้จะเป็นซีรีส์น้องใหม่ที่เปิดตัวด้วยราคาต่ำกว่าหมื่น แต่ก็ใส่นวัตกรรมอันล้ำสมัยอย่าง In-Display Fingerprint Scanning หรือการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายในจอแสดงผลมาให้ใช้งานเหมือนรุ่นพี่ในซีรีส์ V และจากการได้ทดสอบจริง พบว่าทำงานได้รวดเร็วแม่นยำมาก ๆ เรียกว่าแทบไม่เห็นความแตกต่างจากรุ่นพี่ V15 Pro แต่อย่างใด

ฟีเจอร์ In-Display Fingerprint Scanning บน Vivo S1 รองรับการบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุดที่ 5 ลายนิ้ว และนอกจากนี้ยังมี Effect ในขณะปลดล็อคหน้าจอที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 รูปแบบ ซึ่งช่วยเสริมให้ขณะใช้งานดูมีความน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ส่วนระบบ face unlock บน Vivo S1 มีความรวดเร็วแม่นยำ ไม่แพ้ระบบปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ โดยใช้เวลาไม่ถึง 0.60 วินาที และยังทำงานได้ดีแม้ในที่แสงน้อยหรือในที่มืดได้โดยไม่มีปัญหา อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปลดล็อคที่ผสานทั้ง 2 ระบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Halo FullView™ Display

 

Vivo S1  มาพร้อมจอแสดงผล Ultra FullView Display แบบ Super AMOLED 16 ล้านสี ที่ให้สีสันสว่างสดใส มีความคมชัด สามารถแสดงขอบเขตสีได้สมจริงแม่นยำ มี Respond การตอบสนองที่อยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจ และมี Software ที่ช่วยปรับแต่งการแสดงผลได้อย่างยืดหยุ่น อีกทั้งยังมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่เต็มตาถึง 6.38 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9  โดยมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 89.98% และมาพร้อม Notch หรือรอยบากในรูปทรงหยดน้ำ ผสานกับขอบจอที่บางเฉียบ จึงส่งผลให้การรับชมคอนเทนต์อย่าง YouTube, Netflix รวมไปถึงการเล่นเกมได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

Always On Display

 

Vivo S1 มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Always On Display ที่ใช้พลังงานต่ำ จากคุณสมบัติพิเศษ self-illuminating ของจอ Super AMOLED ทำให้เราไม่พลาดในการดูแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ในรูปแบบเรียลไทม์

และนอกจากจะทำให้การดูเวลากับการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีความสะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแล้ว ผู้ใช้งานยังปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลของนาฬิกา, แบล็คกราวน์และสี แถมยังสามารถดาวน์โหลดรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้งานได้อีกด้วย

Ultra-Game Mode

 

ยุคนี้การเล่นเกมไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งโหมด “Ultra-Game Mode”  บน Vivo S1 นั้นถือว่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว เพราะโหมดเกม

นอกจากการปรับแต่งทางด้านสมรรถนะให้เหมาะสมกับการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมาพร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในด้านการแจ้งเตือนอีกด้วย เช่นการปฏิเสธสาย/การรับสายในแบบเบื้องหลัง / การบล็อคการแจ้งเตือน / สามารถแสดงคีย์บอร์ดในขนาดย่อส่วน เพื่อให้การเล่นเกมบน Vivo S1 มีความราบลื่นต่อเนื่อง โดยไม่มีอาการสะดุดติดขัดมารบกวนใจในขณะเล่นเกม ซึ่งฟีเจอร์นี้สามารถตอบโจทย์คอเกมหรือผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมอย่างจริงจังได้เป็นอย่างดี

สำหรับ Ultra-Game Mode ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสนุกในการเล่นเกมขั้นสุด สามารถเล่น E-sports ได้อย่างมืออาชีพโดยใช้ Competition Mode เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น และ Dual-Turbo โหมดที่สามารถตอบโจทย์เหล่านักเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิสูงสุดในขณะเล่นเกม โดยโหมดนี้จะช่วยเพิ่มความเร็วของเกม และลดปัญหาเฟรมเรตตก ทำให้เล่นเกมได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุดติดขัดให้หงุดหงิดใจ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง Game Countdown ที่สามารถเตือนถึงเวลาที่เหลือก่อนที่เกมจะเริ่ม เพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวหรือสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นในขณะรอเกมจะรันขึ้นนั่นเอง

Dual-Engine Fast Charging

 

Vivo S1 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 4500mAh ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานครบวัน แถมยังมีระบบชาร์จไวด้วยเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ใช้เวลาเพียง 15 นาที สามารถชาร์จได้ถึง 24% พร้อมระบบป้องกันความปลอดภัยถึง 9 ชั้น ซึ่งถือว่าชาร์จได้ไวและมีความปลอดภัยที่น่าประทับใจมาก ๆ ครับ

ทั้งนี้ควรใช้สาย Micro USB และอแดปเตอร์ชาร์จที่ให้มาในกล่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพสูงสุดครับ

ซอฟต์แวร์และฟีเจอร์

 

Vivo S1 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 9 ซึ่งในเวอร์ชั่นล่าสุดมีการปรับแต่ง UI ให้ดูโมเดิร์นขึ้นเล็กน้อย โดยเน้นประสบการณ์ใช้งานที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสะดวกคล่องตัว และผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนธีม หรือภาพพื้นหลังรวมถึงรูปแบบตัวอักษรได้ตามใจชอบ รวมทั้งเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ และตั้งค่ารูปแบบ Home Screen ได้อย่างยืดหยุ่น

Jovi AI Engine ผู้ช่วยอันชาญฉลาด โดย Smart Camera จะเป็นการเปิดใช้งาน AI Face Beauty ให้โดยอัตโนมัติ ส่วน Jovi Image Recognizer จะมีหลักการงานทำงานที่คล้าย Google Lens แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดกล้อง ผู้ใช้งานก็สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้จากรูปภาพโดยตรง หรือจะใช้งานผ่านกล้องก็ได้เช่นกัน

โดย Jovi Image Recognizer สามารถสแกนเพื่อวิเคราะห์หาสินค้าที่ต้องการจากฐานข้อมูลสินค้าต่าง ๆ มากกว่า 1 ร้อยล้านข้อมูลบนร้านค้าออนไลน์มากกว่า 100 หน้าร้าน โดยจะแสดงข้อมูลสินค้า ราคา และข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานได้สนุกไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

Jovi Smart Scene จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการอัปเดตสภาพอากาศพร้อมการแจ้งเตือนการเดินทาง, การออกกำลังกายที่มีการเก็บสถิติครบถ้วน การแจ้งเตือนสิ่งที่ต้องทำ และการแจ้งเตือนในกีฬาที่เราชื่นชอบ เช่นแมตช์การแข่งขันในสัปดาห์นี้เป็นต้น

ส่วน Smart Button ผู้ใช้งานสามารถที่จะกำหนดปุ่ม AI (อยู่ฝั่งซ้ายมือของตัวเครื่อง) โดยกดหนึ่งครั้งเพื่อเรียกใช้งาน Google Assistant หรือ กดสองครั้งเพื่อเรียกใช้งาน Jovi Image Recognizer เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ Google Assistant บน Vivo S1 ยังมาพร้อมกับระบบคำสั่งด้วยเสียงที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้สมาร์ทโฟนเปิด AI Face Beauty เพื่อถ่ายเซลฟี่ หรือค้นหาภาพที่ต้องการจากอัลบั้มภาพได้ง่าย ๆ แค่เพียงเราเปล่งเสียงออกมา ก็สามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างสะดวกง่ายดาย ถือว่าเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะอย่างแท้จริง

ฟีเจอร์ด้าน Network และการโทรของ Vivo S1 มีความโดดเด่นด้วยการรองรับเทคโนโลยี Full Netcom 4.0 ทำให้สามารถสามารถจับสัญญาณ 4G/3G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE ที่สามารถเปิด VoLTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม ทำให้การโทรผ่านสัญญาณที่มีความเร็วสูงบนคลื่น 4G  มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้งานด้านการโทรควบคู่ไปกับการใช้งาน Data ได้อย่างราบลื่นอีกด้วย

ฟีเจอร์อื่น ๆ ในด้านการโทรที่ให้มาก็ถือว่าครบถ้วนและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวัน เช่นฟีเจอร์บล็อคสาย บล็อคข้อความ ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถบันทึกสายขณะโทรได้โดยตรง ไม่ต้องลงแอปเพิ่มเติมแต่อย่างใด

สำหรับปุ่มนำทาง สามารถปรับตั้งค่าให้เหมาะกับความถนัดของเราได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมี Full Screen gesture ที่มาพร้อมฟีเจอร์สั่งการง่าย ๆ และสามารถใช้งานจอแสดงผลได้แบบเต็ม 100%

ซึ่ง Navigation gestures เป็นฟีเจอร์ที่ใช้การสไลด์นิ้วบนหน้าจอแสดงผลแทนการกดปุ่ม navigation เพื่อให้เหลือพื้นที่การใช้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รูปแบบการสั่งการแบบไหน เช่นการลากจากขอบด้านล่างจากตำแหน่งตรงกลาง เพื่อกลับไปที่หน้าโฮม ซึ่งก็เหมือนการกดที่ปุ่มโฮมนั่นเอง

โหมดการใช้งานอัจฉริยะ เป็นฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานมาอย่างยาวนานบนสมาร์ทโฟนของ Vivo ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้ก็คือการทำงานร่วมกับพวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ โดยเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่น วาดตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชั่น, ปลดล็อคด้วยการโบกมือผ่านหน้าจอ การแจ้งเตือน การรับสายหรือเปลี่ยนเป็นโหมดแฮนด์ฟรีอัตโนมัติ ฯลฯ

โหมดใช้งานมือเดียวและการจับภาพหน้าจอที่มีความหลากหลาย สำหรับการจับภาพหน้าจอก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์พิเศษของ Vivo โดยสามารถจับภาพหน้าจอได้ยืดหยุ่นมาก ๆ ทั้งการลาก 3 นิ้วขึ้นไปจากหน้าจอแสดงผล

รวมไปถึงการจับภาพหน้าจอแบบยาวๆ หรือรูปแบบอิสระ อีกทั้งยังบันทึกหน้าจอในรูปแบบของวีดีโอได้อีกด้วย และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม เช่น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กันถึง 2 แอคเคาท์ในเครื่องเดียว

ฟีเจอร์ยอดนิยมของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ต้องมีการแบ่งหน้าต่างเพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน เช่นแชทไปด้วยด้วยพร้อมดู YouTube ในขณะเดียวกัน

ซึ่งบน Vivo S1 นั้นเรียกใช้งานการแบ่งหน้าจอได้ง่าย ๆ เพียงลาก 3 นิ้วจากด้านบนลงไปยังด้านล่าง ก็จะสามารถใช้งาน 2 แอปในหนึ่งหน้าจอได้ในทันที

โหมดมอเตอร์ไซค์และโหมดสำหรับเด็ก เป็นโหมดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจจาก Vivo ไปยังลูกค้าหรือผู้ใช้งานอย่างแท้จริง  ยกตัวอย่าง โหมดเด็กเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมทุกวันนี้ ที่เด็กเล็กบางกลุ่มสุ่มเสียงที่จะมีสมาธิสั้น อารมณ์ร้อนและมีพฤติกรรมก้าวร้าวจากการติดเกม ติดโทรศัพท์, Tablet ของผู้ปกครองนั่นเอง

ส่วนโหมดมอเตอร์ไซค์ตรงนี้แม้จะขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานเป็นหลักที่จะเลือกปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของความปลอดภัยหรือไม่ ทั้งการสวมใส่หมวกกันน็อค การปฏิบัติตามกฎจราจร ฯลฯ  แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ในเชิงบวกที่น่าชื่นชมมากๆ ครับ

ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยผู้ช่วยอัฉริยะ i-Manager ที่มาพร้อมความสามารถครบครัน ทั้งสแกนไวรัส ลบไฟล์ขยะ ระบายความร้อน สำรองข้อมูลและจัดการด้านพลังงาน

ภาพรวมถือว่าแบตอึดใช้ได้เลย ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับแบตเตอรี่ที่มาพร้อมความจุสูงถึง 4,500mAh และตัว Firmware ที่ปรับแต่งมาให้สามารถจัดสรรพลังงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานครบวันจนถึงบ้านได้อย่างแน่นอน ส่วนถ้าใครเน้นเล่นเกมหรือใช้งานหนัก ๆ ก็ไม่ต้องซีเรียสครับ เพราะ Vivo S1 รองรับชาร์จไวด้วยเทคโนโลยี Dual-Engine Fast Charging ที่ใช้เวลาเพียง 15 นาที สามารถชาร์จได้ถึง 24% เลยทีเดียว

ประสิทธิภาพ

 

Vivo S1 ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio P65 (MT6768) บนสถาปัตยกรรม 12 นาโนเมตร ประมวลผล Octa-core 2x 2.0 GHz ARM Cortex-A75, 6x 1.95 GHz ARM Cortex-A55 (8 คอร์) เมื่อทำงานร่วมกับ RAM 6GB แบบ LPDDR4X จึงส่งผลให้สามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ และเมื่อดูจากผลคะแนนแล้วจะเห็นว่า Vivo S1 นั้นแรงกระทบไหล่รุ่นพี่ในซีรีส์ V ได้แบบสบาย ๆ

ส่วนในแง่การใช้งานจริงถือว่าเป็นรุ่นกลาง ๆ ที่มาพร้อมความลื่นไหล และความแรงในระดับที่นำไปใช้งานทั่วไปและเล่นเกมได้แบบสบาย ๆ  สำหรับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างครบถ้วน อาทิ  Gyroscope, Magnetomete,  Accelerometer ส่วนภาครับสัญญาณ GPS ก็มีความแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ

มัลติมีเดียและความบันเทิง

 

ยุคนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นสมาร์ทโฟนใส่ FM มาให้ใช้งาน แต่ทางค่าย Vivo  ยังเล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังชื่นชอบการรับฟังวิทยุ FM จึงไม่แปลกใจที่หลาย ๆ รุ่นยังคงมาพร้อมกับ FM ซึ่งบน Vivo S1 เป็น FM แบบทศนิยมหนึ่งจุด ทีมีภาครับสัญญาณถือว่าคมชัดใช้ได้เลยครับ ส่วนฟีเจอร์ก็ให้มาอย่างครบถ้วน เช่นการบันทึกไว้ฟังในแบบออฟไลน์ภายหลังเป็นต้น

 

Music Player มาพร้อมจุดเด่นด้าน Software ด้วยฟีเจอร์ DeepField เอฟเฟ็กต์เสียงที่พัฒนาโดย Vivo ทำให้เสียงที่ได้มีความนุ่มลึก คมชัดใสเคลียร์ รองรับการจำลองระบบเสียงรอบทิศทาง 360 องศา อีกทั้งยังปรับแต่งเสียงผ่าน EQ ได้ยืดหยุ่นและตรงใจผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ชื่นชอบการฟังเพลง Vivo S1 นั้นไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

Video Player บน Vivo S1 รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียด 4K ได้อย่างไหลลื่น แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น

ทดสอบการเล่นเกม

 

Asphalt 9 เลือกปรับกราฟิคคุณภาพสูง ก็ยังเล่นได้ไหลลื่น ไม่มีอาการแลคให้หงุดหงิดใจ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับชิปเซ็ตและ RAM ที่จัดเต็มถึง 6GB ในรูปแบบ LPDDR4X

ROV เกมแนว MOBA สุดฮิตของบ้านเรา แม้จะไม่ได้เปิดโหมดเฟรมเรทสูง แต่เมื่อเลือกภาพแบบ HD ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่สมูทลื่นไหล แถมเฟรมเรทไม่ตกโดยสามารถรักษาความ stable ไว้ที่ระดับ 30fps แบบต่อเนื่อง

ปิดท้ายกันไปแด้วย PUBG เกม Tactical-FPS สามมิติเต็มรูปแบบ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องการทรัพยากรขั้นสูง หากต้องการเล่นบนความละเอียดคมชัดระดับ HD พร้อมความลื่นไหล ซึ่งไม่มีปัญหากับ Vivo S1 แต่อย่างใด เพราะสเปคนั้นจัดเต็มอยู่แล้ว และรวมถึงฟีเจอร์ Ultra-Game Mode ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะให้เหมาะสมกับการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบสนองการเล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยมในราคาที่จับต้องได้

ทดสอบกล้องหน้า/หลัง

 

User Interface หรือเมนูกล้องของ Vivo S1 ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงและเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกคล่องตัว ผู้ใช้งานสามารถใช้การปัดนิ้วไปทางซ้าย/ขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่โหมดการถ่ายต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ส่วนด้านบนของเมนูจะเป็นไอคอนที่เข้าถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ ของกล้อง อาทิเช่น เปิด/ปิดการใช้งานแฟลช, โหมด HDR, AI Portrait Lighting, LIVE PHOTO, และการตั้งค่าโดยรวมของกล้อง

สำหรับโหมดการถ่ายจะประกอบไปด้วย DOC, PRO, PANO,  AI BEAUTY, PHOTO, VIDEOS, FUN VIDEO, AR STICKERS

ส่วนการตั้งค่าหลักจะเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาทิเช่น การตั้งอัตราส่วนของภาพ, การสั่งถ่ายด้วยวิธีแตะหน้าจอ, ถ่ายด้วยคำสังเสียง และฝ่ามือ, เลือกพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการบันทึก, การใส่ลายน้ำ, ปิดเสียงชัตเตอร์, ระบุ GPS,  ตารางจุดตัด,  AI Portrait Framing

กล้องหน้าให้ความละเอียดจัดเต็มถึง 32 ล้านพิกเซล และมีค่ารูรับแสงกว้าง f/2.0 ซึ่งช่วยให้ถ่ายภาพได้ดีในทุกสภาพแสง ส่วนฟีเจอร์ในภาพรวมยังคงอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็น Selfie Lighting, AR Stickers, AI Filter, AI Face Beauty ที่สามารถใช้ความฉลาดจาก AI มาช่วยให้การถ่ายเซลฟี่มีความสนุกและได้ผลลัพธ์อันน่าประทับใจ แถมยังมีโหมด 3D Face Shaping ที่สามารถปรับแต่งการเซลฟี่ให้ยืดหยุ่นและตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุด เช่นปรับผิวนวลกระจ่างใส, ปรับโครงสร้างใบหน้า, ปรับให้ดวงตากลมโต, ริมฝีปากอิ่ม, จมูกเรียวโด่ง, คางเรียว เป็นต้น

AI Selfie HDR

 

AI Selfie HDR ประโยชน์ของโหมดนี้ก็คือ เมื่อเราถ่ายเซลฟี่ในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างมาก ๆ หรือเมื่อย้อนแสง รวมถึงในที่แสงน้อย ถ้าเปิด HDR จะช่วยในเรื่องการเกลี่ยสภาพแสงโดยรวมและดึงดีเทลของภาพให้กลับมามีความสมดุล

ตัวอย่างภาพทางซ้ายมือท้องฟ้าจะสว่างจ้าและรายละเอียดของพื้นหลังบางส่วนหายไป ภาพขวาเมื่อเปิด HDR แล้วจะมีการเกลี่ยแสงที่สมดุล อีกทั้งยังสามารถดึงรายละเอียดของแบ็คกราวด์กลับมาได้อย่างครบถ้วน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโหมดที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของเรา

ทดสอบโหมด Auto ที่ยังไม่ปรับแต่งใด ๆ

เมื่อเปิดใช้งาน AI Face Beauty ภาพที่ได้ดูสวยงามขึ้นแบบสัมผัสได้ เช่นสีของแก้มและลิปสติกเป็นต้น รวมไปถึงโครงสร้างของใบหน้าและสกินโทนที่ปรับแต่งให้มีความกระจ่างใสในแบบเป็นธรรมชาติ

สำหรับโหมด AI Face Beauty ตัวระบบ AI จะคำนวนความเหมาะสมให้เข้ากับใบหน้าของเราโดยอัตโนมัติ โดยภาพที่ถ่ายด้วยโหมด AI ค่อนข้างดูลงตัวเป็นธรรมชาติและใช้งานง่าย เพราะจะให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันในทุกสถานการณ์

3D Face Shaping ผู้ใช้งานยังสามารถปรับแต่งในโหมดบิวตี้ได้อย่างยืดหยุ่น เช่นปรับให้ผิวขาวนวล ปรับสกินโทนของสีผิว ปรับให้ใบหน้าเรียวบาง, ปรับแต่งภาพรวมโครงสร้างใบหน้า, กราม, ปรับให้ดวงตากลมโต, ดวงตาเรียวยาว, ปรับแต่งรูปแบบของจมูกและริมฝีปากเป็นต้น ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยให้การถ่ายเซลฟี่เป็นเรื่องสนุก และให้ผลลัพธ์ที่ตรงใจแก่ผู้ใช้งานได้มากที่สุดนั่นเอง

PORTRAIT LIGHT EFFECTS

 

ฟีเจอร์ Portrait light effects จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการเซลฟี่ และการถ่าย Portrait ด้วยกล้องหน้าและหลัง ซึ่งจะให้ฟิลลิ่งที่แปลกใหม่โดยไม่ต้องพึงพาอุปกรณ์เสริม โดยอัลกอริทึม AI ของ S1 จะปรับภาพใบหน้าสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ และปรับแสงที่ใบหน้า ให้ภาพออกมามีความโดดเด่น ซึ่งเราสามารถเลือกเอฟเฟ็กต์ได้ทั้งแบบ  Natural light, Studio Light, Stereo Light, Loop Light, Rainbow light, และ Monochrome background

Natural light

Studio Light

Stereo Light

Loop Light

Rainbow light

Monochrome background

Portrait light effects + AI Face beauty

 

และฟีเจอร์ Portrait light effects ยังสามารถใช้งานร่วมกับโหมดบิวตี้ได้อีกด้วย

AR Stickers

 

AR Stickers การใส่อีโมจิหรือสติ๊กเกอร์ 3D น่ารัก ๆ ฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้งลงไปในรูปถ่ายของเรา โดยรองรับการทำงานทั้งกล้องหน้าและหลัง สามารถบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้โหมด AR Selfie สามารถที่จะดีเทคตรวจจับภาพใบหน้าได้มากกว่า 1 ใบหน้าพร้อมกัน ทำให้เมื่อเราถ่ายเซลฟี่กับเพื่อน ๆ ตัวกล้องก็จะใส่ AR Stickers ให้เพื่อนที่อยู่ในเฟรมของเราด้วย

ตัวอย่าง AR Stickers ในแบบภาพเคลื่อนไหว

 

ทดสอบกล้องหลัง AI Triple Camera

โหมด Auto โดยไม่ผ่านการปรับแต่งใด ๆ

 

หน้าชัดหลังเบลอด้วย AI Portrait Bokeh

AI Portrait Bokeh ภาพที่ได้มีความโดดเด่นสะดุดตา ทั้งตัวแบบและฉากหลังที่ละลายได้สวยงาม ขับให้ตัวแบบเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับรูปที่ถ่ายด้วยโหมด Portrait จากกล้องหลัง เมื่อเราเปิดดูภาพในแอปอัลบั้ม จะมีรูปสัญลักษณ์ของรูรับแสงและข้อความกำกับ “Bokeh” เมื่อเราแตะที่ข้อความนี้ จะสามารถปรับเลือกจุดโฟกัสรวมไปถึงปรับค่ารูรับแสงตามที่เราต้องการ สำหรับค่ารูรับแสงจากโหมด Portrait จะเป็นการจำลองจาก Software เป็นหลัก

ฟีเจอร์ AI Portrait Framing จะมีหลักการทำงานโดยตรวจจับภาพใบหน้าบุคคลที่อยู่ในเฟรม พร้อมแนะนำการหันกล้องไปในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบของภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดนั่นเอง ตรงนี้ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลได้ดีมาก แม้เราจะถ่ายรูปไม่เก่งก็ตาม

รูปที่ใช้ฟีเจอร์ AI Portrait Framing 

AI Face beauty กล้องหลัง มีหลักการทำงานเหมือนกล้องหน้าทุกประการ นอกจากนี้ยังรอง 3D Face Shaping เหมือนกล้องหน้าด้วยเช่นกัน

สำหรับกล้องหลังของ Vivo S1 สามารถใช้งานฟีเจอร์ Portrait light effects ได้เหมือนกล้องหน้า โดยมีเอฟเฟกต์ให้ใช้งาน 5 รูปแบบประกอบไปด้วย

  1. Studio Light

2. Stereo Light

3. Loop Light

4. Rainbow light

5. Monochrome background

ในโหมด Portrait light effects ของกล้องหลังรองรับการใช้งานฟีเจอร์ Portrait light effects เหมือนกล้องหน้า

AI Super Wide-Angle

 

โหมด Auto (1x)

เป็นเทรนด์ของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ที่ต่างก็จับเลนส์มุมมองกว้างมาเป็นจุดขาย สำหรับกล้องหลัง 3 เลนส์  บน Vivo S1 ก็ไม่พลาดที่จะใส่ AI Super Wide-Angle มาให้ใช้งานเช่นเดียวกันกับรุ่นพี่ภายในค่าย สำหรับประโยชน์ของเลนส์มุมมองกว้างเป็นพิเศษถึง 120 องศา ทำให้เราสามารถเก็บภาพวิวทิวทัศน์ หรือหมู่คณะผองเพื่อนได้อย่างครบถ้วนไม่ตกหล่นอีกต่อไป

AI Super Wide-Angle Camera มุมมองกว้างพิเศษ

โหมด Auto (1x)

AI Super Wide-Angle Camera มุมมองกว้างพิเศษ

จากนี้ไปดูภาพรวม ๆ จากกล้องหลังของ Vivo S1 กันต่อได้เลยครับ

สรุป Vivo S1

 

หลังจากได้ลองสัมผัส Vivo S1 มาสักพักใหญ่ ๆ สิ่งแรกที่ประทับใจมาก ๆ คือดีไซน์ที่สวยล้ำสมัย ด้วยการออกแบบ Diamond Pattern ทำให้ Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนที่มองนาน ๆ ก็ไม่สึกเบื่อแต่อย่างใด เมื่อรวมกับจุดเด่นรอบด้านทั้งเรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมที่สามารถตอบทุกโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่ว ๆ ไป หรือเน้นด้านความบันเทิงอย่างการรับชมคอนเทนต์ความละเอียดสูง ๆ รวมถึงการเล่นเกม และแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือคุณภาพกล้องหน้า/หลัง

ซึ่ง Vivo S1 สามารถสอบผ่านได้แบบสบาย ๆ เพราะทำผลงานได้ดีตามเกณฑ์มาตรฐานของทางค่าย เมื่อรวมกับฟีเจอร์ชาร์จเร็วและนวัตกรรม In-Display Fingerprint Scanning ในราคาต่ำหมื่น สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ Vivo S1 เป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์น้องใหม่ที่มาพร้อมความครบเครื่องครบครัน ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความสวยงามและความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

การมาของซีรีส์น้องใหม่อย่าง S1 คือการเข้ามาเติมเต็ม Segment ให้กับไลน์โปรดักส์ของค่าย Vivo โดยเป็นการเข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่งและเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการประสิทธิภาพใกล้เคียงกับซีรีส์ V แต่ทำราคาที่ไม่สูงกว่าซีรีส์ Y มากนัก ซึ่ง Vivo S1 คือตัวเลือกที่ตอบได้ตรงโจทย์ตามงบประมาณของผู้ใช้นั่นเอง

Vivo S1 ราคา 8,999 บาท โดยเริ่มเปิดให้ Pre – Order ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2562 ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขการสั่งจอง ดังนี้

หรือสั่งจองผ่านช่องทางออนไลน์ Lazada ได้ที่ลิ้งค์นี้ https://bit.ly/2SoqsUM

รายละเอียดเงื่อนไขการสั่งจอง

 

ลูกค้าสามารถทำการสั่งจองผ่านร้าน Vivo Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายโดยมีรายละเอียดดังนี้ :

  • ลูกค้าที่ทำการจอง Vivo S1 ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขาและร้านตัวแทนจำหน่าย รับสิทธิ์ได้เครื่องก่อนใครพร้อมทั้งได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ มากมาย :
    1. ลูกค้าจะได้รับ S series box Set
    2. ลูกค้าจะได้รับ กระเป๋าเป้สะพาย
  • ลูกค้าจ่ายค่ามัดจำในการจองเพียง 500 บาท พร้อมทั้งกรอกรายละเอียดการจองและตรวจสอบการจองให้ครบถ้วน หากเกิดข้อผิดพลาดจากตัวผู้จองเอง ทางบริษัท วีโว่ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด จะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ในทุกรณี
  • ต้องนำใบการจอง พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมารับสินค้า พร้อมทั้งชำระค่าส่วนต่างในวันรับเครื่อง
    • ลูกค้าสามารถรับเครื่อง Vivo S1 ในสาขาที่ทำการจองเท่านั้น มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ในการรับของแถม พร้อมทั้งสงวนสิทธิ์ในการคืนค่ามัดจำในทุกกรณี
    • ระยะเวลาเปิดรับการจองเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2562  เท่านั้น Vivo Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
    • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • หากมีข้อสงสัยในการสั่งจองสามารถติดต่อได้ที่ : บริษัท วีโว่ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 729/117-121 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 โทร. 02-284-0333 Fax. 02-2943988 Call Center. 02-294-3111-2 หรือที่  vivo.co.th
  • สำหรับผู้ที่ทำการจอง Vivo S1 สามารถรับเครื่องพร้อมของแถมในวันที่ 1  สิงหาคม  2562 เป็นต้นไป

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EM6u36

 

แสดงความเห็น

comments

แสดงความเห็น