Home NEWS รีวิว : OPPO F11 Pro สมาร์ทโฟนจอไร้ขอบ ดีไซน์หรู พร้อมกล้องหลังคู่ 48MP ถ่าย Portrait สวย...

 

OPPO ประเดิมปีหมูทอง 2019 ด้วยการเปิดตัว OPPO F11 Pro โดยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล F Series ที่สานต่อความสำเร็จของ F7 และ F9 ที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา ด้วยสโลแกนใหม่จาก Selfie Expert เป็น Brilliant Portrait 

ชูจุดเด่นกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น ด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียดถึง 48 ล้าน + 5 ล้านพิกเซล ภายใต้แนวคิด “Portrait สวย แม้แสงน้อย” พร้อมเทคโนโลยี VOOC  3.0 ชาร์จเร็วกว่าเดิมถึง 20% และดีไซน์จอไร้ขอบสวยหรู ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นแล้วว่า OPPO F11 Pro รุ่นนี้ดีแค่ไหน ไปดูรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

OPPO F11 Pro

อุปกรณ์ในกล่อง

กล่องแพ็คเกจจิ้งของเครื่อง OPPO F11 Pro เป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาวด้านในขนาดใส่เครื่องพอดีไม่ใหญ่เกินไป โดยด้านหน้ากล่องมาพร้อมรูปเครื่อง ชื่อรุ่น และมุมซ้ายด้านบนระบุความจุ RAM ุ6GB และหน่วยความจำภายใน 64GB สามารถเพิ่ม microSD card ได้ถึง 256 GB ส่วนด้านหลังมาพร้อมสเปกเด่นของเครื่องรุ่นนี้

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ อแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ รองรับชาร์จเร็ว VOOC 3.0, สายดาต้าลิงคฺ์ microUSB, ชุดหูฟังแบบ in-ear ขนาด 3.5 มม. มีรีโมทในตัว, เคสใสสีดำที่ตรงกลางด้านบนทำรอยเว้าไว้ให้กล้องเซลฟี่เลื่อนขึ้นมาได้, เข็มจิ้ม SIM Card, ใบรับประกัน และคู่มือการใช้งาน

รูปลักษณ์ดีไซน์

OPPO F11 Pro มาพร้อมดีไซน์โค้งมนสวยหรูดูพรีเมี่ยม ฝาหลังโดดเด่นด้วยเทคนิคการดีไซน์แบบ Triple-color Gradient ที่เป็นการนำสี 3 สีมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ออกมาเป็น 2 สีสะดุดตาอย่างสีดำ Thunder Black ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีของสายฟ้า และสีเขียว Aurora Green แรงบันดาลใจจากแสงออโรร่าในยามค่ำคืน

รวมทั้งเคลือบผิวด้วยเทคนิคพิเศษ Nano Printing ทำให้สะท้อนแสงเป็นรูปตัว S และมีผิวที่เรียบเนียนสวยงามมากๆ ซึ่งสีตัวเครื่องที่ได้มารีวิวนั้นเป็นสีเขียว Aurola Green โดยตัวเครื่องมีขนาด 161.3 × 76.1 × 8.8 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 190 กรัม ถือมีหนาและหนักพอสมครวรเนื่องจากแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง

ด้านหน้าเครื่อง เริ่มจากด้านบนมีแถบลำโพงสนทนา ถัดลงมาเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ Panoramic Screen ที่ไร้ขอบ ไร้รอยบาก เหมือนที่เคยเห็นในรุ่นเรือธงอย่าง Find X โดยเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ TFT LTPS ความละเอียด FHD+ 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.9%

ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 พร้อมกระจกขอบโค้ง 2.5D และที่ด้านล่างไม่มีปุ่มใดๆ โดยย้ายปุ่มควบคุมการใช้งานต่างๆ ไปอยู่บนหน้าจอแทน

ด้านหลังเครื่อง ตรงกลางด้านบนมีเลนส์กล้องคู่ Dual Camera ความละเอียด 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED ถัดลงมาตรงกลางมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และโลโก้ OPPO พร้อมตัวอักษร DESIGNED BY OPPO ที่วางตำแหน่งใหม่ในแนวนอน

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริด โดยช่องแรกใส่ซิม 1 ส่วนอีกช่องต้องเลือกระหว่างซิม 2 หรือการ์ดหน่วยความจำภายนอก microSD Card ถัดลงมามีปุ่ม Power สำหรับเปิดและปิดเครื่อง

ด้านบนเครื่องตรงกลางช่องที่ซ่อนกล้องเซลฟี่ Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ส่วนด้านขวามีช่องไมโครตัดเสียง และด้านซ้ายมีเซ็นเซอร์ต่างๆ

ด้านล่างเครื่อง ด้านซ้ายมีช่องลำโพงเสียง ตรงกลางมีช่องเสียบชาร์จไฟและสายดาต้าลิงค์แบบ microUSB ส่วนด้านขวามีช่องไมโครโฟน และช่องเสียบชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

สเปก OPPO F11 Pro

ขนาด 161.3 × 76.1 × 8.8 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 190 กรัม
หน้าจอ LTPS IPS LCD 16 ล้านสี ความละเอียด FHD+ 1080 x 2340 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.1GHz, ชิปเซ็ท MediaTek Helio P70, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 64GB
microSD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลังคู่ ความละเอียด 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED โดยมีโครงสร้าง 6 ชิ้นเลนส์ มีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.25 นิ้ว ขนาดรูรับแสง f/1.79 + f/2.4 รองรับโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait), ฟีเจอร์ Ultra Night Mode และ AI Scene Recognition ทั้งหมด 23 หมวดหมู่ และปรับภาพให้เหมาะสมได้ถึง 864 ฉาก ส่วนกล้องหน้า  Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล  โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty
ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Color OS 6
เชื่อมต่อ รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5,0, microUSB 2.0
รองรับระบบ 4G LTE Band 1/3/5/8/20/28/38/40/41 และ 3G 850/900/1900/2100 MHz ( 4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 4,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 3.0
ราคา 10,990 บาท

 

คุณสมบัติการใช้งาน

OPPO F11 Pro รันบนระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่ OPPO พัฒนาขึ้นให้รองรับการระบบปฎิบัติการ Android เวอร์ชั่นดังกล่าว โดยยกเครื่องใหม่หมดตั้งแต่ดีไซน์ที่มีความสะอาดตา ใช้งานง่าย รวมถึงฟีเจอร์ภายในที่ใส่มาให้แบบจัดเต็ม พร้อมกับปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

ในส่วนของหน้าจอหลักนั้น มีหน้าจอเริ่มต้นให้ใช้ทั้งหมด 2 หน้าหลักด้วยกัน โดยด้านซ้ายเป็นหน้า Smart Assistant หรือผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับใข้งานฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยโดยการแตะครั้งเดียว และดูข้อมูลสำคัญอย่างรวดเร็วในขั้นตอนเดียว

นอกจากนี้ถ้าแตะที่ด้านบนแล้วลากลงมาจะเป็นหน้าจอแจ้งเตือน Notifications และถ้าเลือนจากใต้หน้าจอขึ้นมาจะเป็นหน้าสำหรับเปิดปิดการเชื่อมต่อต่างๆ ทั้งอินเทอร์เน็ต, WiFi รวมทั้งปรับความสว่าง มีฟังก์ชันถนอมสายตา (Eye protection) เป็นต้น และตั้งค่าใช้งานต่างๆ

รวมทั้งสามารปรับแต่งได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนธีม, การเปลี่ยนภาพพื้นหลัง, การนำวิดเจ็ตที่ต้องการใช้งานมาไว้ที่หน้าจอโฮมสกรีน และการเปลี่ยนเอฟเฟกต์ปลดล็อกหน้าจอได้

ดาวน์โหลด Theme และภาพวอลเปเปอร์สวยๆ ในร้านขายธีม มาเปลี่ยนบนหน้าจอได้

รองรับการใช้งาน 2 ซิม พร้อมรองรับเครือข่าย 4G LTE with VoLTE และรองรับ Full Net Com 3.0 ใช้ 4G/3G ทั้ง 2 ซิม

ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง รองรับการตั้งค่าได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ โดยก่อนใช้งานจะต้องทำการลงทะเบียนลายนิ้วมือพร้องตั้งรหัสแบบ PIN หรือแบบอื่นๆ ก่อน

รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า เพียงลงทะเบียนด้วยใบหน้า ซึ่งจะใช้ได้เพียงหน้าเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อหน้าจอติดมองไปยังบนหน้าจอก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ใบหน้าเพื่อเข้าสู้แอปที่ป้องกันไว้ หรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยได้

มาพร้อมแอป Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

มีฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน รวมทั้งรองรับแอปโคลน ผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Facebook หรือ Messenge นั้นหมายว่าความว่าผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line ได้ พร้อมๆ กัน ถึง 2 บัญชี

คุณสมบัติอื่นๆ ก็มีมาให้อย่างครบถ้วน

ด้านการถ่ายภาพ

OPPO F11 Pro มาพร้อมกล้องหลังคู่ Dual Camera พร้อมไฟแฟลช LED โดยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 เซ็นเซอร์ขนาด  1/2.25 นิ้ว กล้องรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ขนาด 1/5 นิ้ว ซูมดิจิทัล 4 เท่า และระบบออโต้โฟกัส

สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Protrait, โหมดวิดีโอ, โหมดกลางคืน, โหมด Panorama, โหมดถ่ายภาพ Pro, โหมด Time-Lapse, โหมด Slow-motion และ Google Lens

รวมทั้งสามารถตั้งค่าเปิดปิดไฟแฟลช, เปิดปิดฟังก์ชัน HDR, เปิดปิดโหมด Dazzle Colour เลือกฟีลเตอร์ และตั้งค่าใช้งานกล้องต่างๆ

นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน AI Scene Recognition ที่สามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 23 หมวดหมู่ สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ และรองรับฟีเจอร์ Ultra Night Mode ที่ช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืนออกมาสวย คมชัดมากขึ้น

โดยภาพนิ่งถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 8000 x 6000 พิกเซล (48 MP) ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p

ส่วนกล้องหน้า Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ขนาด  1/3.1 นิ้ว สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Portrait, โหมดวิดีโอ, โหมด Panorama และโหมด  Time-Lapse

รองรับเทคโนโลยี AI Beautification 2.1 ที่สามารถวิเคราาะห์ใบหน้าผู้ใช้งานได้ทั้งหมด 137 จุด เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงามโดยสามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ

โดยภาพนิ่งเซลฟี่ถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 2448 x 3264 พิกเซล ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p

ตัวอย่างภาพจากกล้อง

ภาพถ่ายจากกล้องหลังโหมดปกติ

ภาพถ่ายจากกล้องหลังโหมด Portrait

ภาพถ่ายจากกล้องหลังฟังก์ชัน Ultra Night Mode

ภาพจากกล้องหน้า Rising Camera

ประสิทธิภาพ

OPPO F11 Pro ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.1GHz

โดยใช้ชิปเซ็ท Mediatek Helio P70, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3, RAM 6GB และหน่วยความจำภายในเครื่องขนาด 64GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 256GB

เท่าที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า ใช้งานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกม ROV และ PUBG ที่มีภาพกราฟิกสูงแบบสามมิติ สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้เห็น และเล่นนานๆ เครื่องก็ไม่มีอาการร้อนอีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าสอบผ่าน

นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Game Assistant  ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop Up ต่างๆ ขณะเล่นเกม และล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

โดยใน Game Space ยังมี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO F11 Pro ผ่านแอป Antutu

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO F11 Pro ผ่านแอป GeekBench

แบตเตอรี่

OPPO F11 Pro ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ที่ชาร์จไวกว่าเวอร์ก่อนหน้านี้ถึง 20% สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% โดยใช้เวลาเพียง 80 นาทีเท่านั้น

รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยแบบ 5 ขั้น (Five Layers of Protecttion) ที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าสมาร์ทโฟนจะมีความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการชาร์จอีกด้วย

หลังจากที่ได้ทำการทดสอบโดยใช้งานต่อเนื่องใน 1 วันปรากฏว่าสามารถใช้งานได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้งานอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย 4G แบตก็อาจหมดเร็วขึ้น โดยรวมแล้วสามารถใช้งาน 1 วันได้อย่างสบายๆ และถ้าแบตเหลือน้อยลง ก็สามารถชาร์จโดยใช้เวลาไม่นาน และใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทันที

บทสรุป

OPPO F11 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล F Series ที่มีการยกเครื่องดีไซน์ใหม่หมด เริ่มตั้งแต่ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการเคลือบผิวสัมผัสที่เงางามแบบกระจก พร้อมเทคโนโลยีการไล่เฉด Triple Gradient Color แบบใหม่ดูสวยหรูมีระดับ

ส่วนหน้าจอแสดงผลเป็นจอไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Panoramic Screen  ที่มีพื้นที่การแสดงผลกว้างถึง 90.9% ให้ภาพที่เต็มตาเหมาะกับการดูหนัง และเล่นเกมได้เป็นอย่างดี

ในส่วนที่เป็นไฮไลท์ของเครื่องรุ่นนี้เลยก็คือ กล้องหน้า Rising Camera ที่สามารถสไลด์ขึ้นลงได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเลยว่าตัวกล้องจะเสียง่าย เพราะทาง OPPO เคลมว่าสามารถใช้งานได้นานถึง 6 ปี หากเปิดใช้งานวันละ 100 ครั้งโดยเฉลี่ย และยังมีระบบเลื่อนเก็บอัตโนมัติหากไม่มีการใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือทำเครื่องหล่นหรือตกพื้น

สำหรับกล้องหลังคู่ Dual Camera ของ OPPO F11 Pro ก็โดดเด่นไม่แพ้กล้องหน้าด้วยกล้องหลักที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ช่วยให้สามารถถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น และยังมีฟีเจอร์ Ultra Night Mode สำหรับการถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะอีกด้วย

นอกจากนี้ยังใช้ชิปเซ็ทที่แรง เร็ว และมีประสิทธิภาพ และแบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 4,000mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย

ทั้งนี้ OPPO F11 Pro มีให้เลือก 2 สี คือ Thunder Black และ Aurora Green ราคา 10,990 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้า (Pre Order) ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2562 พร้อมรับฟรี Smart Bag กับ VIP Card รวมมูลค่ากว่า 6,590 บาท และเริ่มรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2562 

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CtyuWo

 

แสดงความเห็น

comments

แสดงความเห็น