Home ARTICLE เนียร์ อียัล หนึ่งใน Mentor dtac Accelerate ชี้วิธีพัฒนาโปรดักส์ให้เข้าถึงผู้บริโภค‏

เนียร์ อียัล Nir Eyal) หนึ่งใน Mentor ของโครงการ dtac Accelerate Batch 3 ได้มาเยือนประเทศไทยเพื่อให้คำแนะนำกับเหล่า Startup ที่เข้ารอบ 6 ทีมสุดท้ายในโครงการดังกล่าว และก่อนเดินทางกลับยังได้นั่งพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงเรื่อง How to Build Habit-Forming Product หรือกรพัฒนาโปรดักส์อย่างไรให้เข้าถึงผู้บริโภค

เนียร์ จบการศึกษาหลักสูตร MBA จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา และเคยเป็นที่ปรึกษาให้ Tech Startup ระดับโลกมาหลายที่เช่น Facebook, Twitter, LinkedIn, Instagram และอีกมากมาย โดยเลือกร่วมกับบริษัทที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อไป และสามารถควบคุมลูกค้าให้ใช้โปรดักส์อยู่ซ้ำๆ ซึ่งโปรดักส์ที่ดีที่สุดไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ใหม่ที่สุด แต่ต้องเป็นสิ่งที่ดึงลูกค้าเข้ามาอยู่ในวงวน ความสะดวกถี่ขึ้น ง่ายขึ้น และทำให้เกิดความประทับใจมากขึ้นด้วย

nir2

เนียร์ ได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการออกแบบในทฤษฎี Hook Model ที่อยู่ในหนังสือ Hooked: How to Build Habit-Forming Product ซึ่งแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนคือ 1) Trigger สิ่งที่กระตุ้นให้เราเกิดความอยากใช้โปรดักส์ เช่น เราเห็น Notification หรือ Email เกี่ยวกับ Product นั้น 2) Action การกระทำของเราต่อสิ่งกระตุ้นนั้น เช่น เรากดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นหลังจากเห็น Notification 3) Variable Reward สิ่งที่เราได้รับ (รางวัล) หลังจากการกระทำที่เราได้ทำไป เช่น เราเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหน้าฟีดของเราบน Facebook 4) Investment สิ่งที่เราได้กระทำไปทั้งหมดระหว่างใช้ Product เช่น เราโพสต์รูป, กด Like, เขียน Comment หรือ Share เนื้อหาต่างๆ บน Facebook รวมถึงเวลาที่เราให้ไปกับการเล่นโปรดักส์ตัวนี้

ระหว่างและหลังจากที่เราได้ผ่านขั้นตอนที่ 4 (Investment) Trigger จะเกิดขึ้นมาอีกครั้งและสิ่งนี้เองที่ทำให้เกิด Hook Loop ซึ่งพาเรากลับไปที่ขั้นตอนที่ 1 อีกครั้ง ชึ่งถ้าโปรดักส์ตัวไหนสร้างสามารถ Hooked Loop ได้สำเร็จ จะทำให้เป็นโปรดักส์ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง นอกจากนี้ในมุมมองของเนียร์ โปรดักส์ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จยังจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อคือ 1) Growth ศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ 2) Engagement ความผูกพันระหว่าง Product และ User 3) Monetization รายได้ที่มาจาก Product หรือเรียกสั้นๆ ว่า GEMs

nir3

สำหรับความต่างของ Startup ไทยกับ Startup ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ยุโรป เนียร์ ให้ความเห็นว่าไม่ต่างเพราะมี Passion ซึ่ง Startup จะมีบางอย่างที่เหมือนกันคือ Attitude ที่อยากจะเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคน และความบ้าที่จะทำในสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ลองคิดถึงวันที่ Facebook Twitter Instagram ให้บริการวันแรก ไม่มีใครเข้าใจว่ามันทำอะไรหรือทำไมต้องใช้มัน เพราะทุกคนเคยใช้แต่ SMS แต่เมื่อได้ลองใช้ก็ไม่สามารถขาดมันได้อีก คนที่คิดทำแอพพลิเคชั่นแบบนี้ย่อมมีทั้ง Attitude ดังกล่าว รวมกับความกล้าและความบ้าด้วย นักลงทุนที่ให้เงินสนับสนุนก็เช่นกัน ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่ไหน ถ้าคนนั้นมี Attitude นี้จะสามารถทำโปรดักส์ที่ดีออกมาได้ ด้านความสามารถ เนียร์คิดว่าคนไทยที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาใน Bootcamp ของ dtac Accelerate ไม่ได้ด้อยกว่าต่างชาติ ทั้งศักยภาพของทีมและแผนธุรกิจ สามารถก้าวสู่เวทีโลกได้แน่นอน

ทั้งนี้ เนียร์ ได้เข้าร่วมสอนทีม Startup ไทยในโครงการ dtac Accerelate เป็นปีที่ 2 แล้ว โดยปีก่อนทีม Storylog ได้นำเอาทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จ และมีผู้ติดตามมากมายในที่สุด ซึ่งเนียร์ก็มองว่าทีมในปีนี้ก็น่าจับตามอง เพราะถือว่าอยู่ในมุมที่มีโอกาสเติบโตได้ ทั้งนี้ Product ที่ดีก็ควรจะคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้งาน ซึ่งเมื่อมีความนิยมของ Product ก็มักจะมีสิ่งอื่นๆ ตามมา เช่น นักลงทุนเข้ามาช่วยลงทุนและทำให้เกิดสปอนเซอร์ในที่สุด

ส่วนความเห็นเกี่ยวกับ Tech Trend เนียร์ ตอบว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีช่วงแรกๆ ก็ยากที่จะบอกว่า ปีหน้าหรืออีกสองปี เทรนด์ไหนจะมา แต่ที่เราเห็นชัดเจนคือกลุ่ม Wearable Device เช่น Apple Watch ซึ่งมันจะทำให้เราใช้สมาร์ทโฟนน้อยลง และเพิ่มโอกาสใหม่ เช่น Health เพราะมันอยู่กับร่างกายเรา และสิ่งที่ทำเป็นประจำของคนยุคนี้คือใช้มือถือเยอะมาก เนียร์ เห็นคนซ้อนมอเตอร์ไซด์ในกรุงเทพก็กดมือถือฆ่าเวลา ซึ่งถ้า Startup สามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันและนำมาประยุกต์เข้ากับ Hooked Model จะสามารถลดหรือเพิ่มบาง Step ได้ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ Technology อย่างพอดีไม่เสพติดเกินไป

nir1

แสดงความเห็น

comments

แสดงความเห็น

กรุณาช่วยกด Like เพื่อให้กำลังใจทีมงานด้วยครับ ^_^

CLOSE